IE1–IE5 คืออะไร? เลือกมอเตอร์แบบไหนถึงประหยัดไฟและคุ้มสุด!!
เข้าใจระดับประสิทธิภาพมอเตอร์ไฟฟ้า พร้อมแนวทางเลือกให้เหมาะกับงานและค่าไฟระยะยาว
• ในยุคที่ “ค่าไฟฟ้า” กลายเป็นต้นทุนหลักของโรงงานและผู้ประกอบการอุตสาหกรรม การเลือกมอเตอร์ไฟฟ้า
ไม่ได้ดูแค่ “แรงมอเตอร์” อีกต่อไป แต่ต้องมองลึกไปถึง ประสิทธิภาพการใช้พลังงาน ซึ่งเป็นตัวแปรสำคัญที่ส่งผลต่อค่าใช้จ่ายระยะยาวอย่างมีนัยสำคัญ
• หนึ่งในคำที่มักพบเห็นบนป้ายมอเตอร์ คือ IE1, IE2, IE3, IE4 และ IE5 ซึ่งหลายคนอาจยังไม่เข้าใจว่าตัวเลขเหล่านี้แตกต่างกันอย่างไร และควรเลือกแบบไหนถึงจะ “คุ้มจริง”
• บทความนี้จะพาคุณเข้าใจ มาตรฐาน IE ของมอเตอร์ไฟฟ้า แบบเข้าใจง่าย แต่ยังคงความถูกต้องทางวิศวกรรม เพื่อใช้ตัดสินใจได้อย่างมั่นใจ
IE คืออะไร? ทำไมผู้ประกอบการต้องรู้
IE ย่อมาจาก International Efficiency
เป็นมาตรฐานสากล เพื่อใช้วัด ประสิทธิภาพการใช้พลังงานของมอเตอร์ไฟฟ้าพูดให้เข้าใจง่าย คือ
IE บอกว่า “มอเตอร์ตัวนี้ เปลี่ยนไฟฟ้าเป็นแรงกลได้ดีแค่ไหน และสูญเสียพลังงานไปกับความร้อนมากน้อยเพียงใด”
ยิ่งค่า IE สูง
- • พลังงานสูญเสียน้อย
- • ความร้อนต่ำ
- • ค่าไฟฟ้าต่อปีลดลง
- • อายุการใช้งานยาวขึ้น
ความแตกต่างของมอเตอร์ IE1–IE5 แบบเข้าใจง่าย
IE1 – Standard Efficiency มอเตอร์มาตรฐานทั่วไป
- • ประสิทธิภาพระดับพื้นฐาน
- • สูญเสียพลังงานค่อนข้างสูง
- • งานในระบบเก่าที่ไม่เน้นประหยัดพลังงาน
- • ปัจจุบันเริ่ม เลิกใช้หรือถูกจำกัดการจำหน่าย ในหลายประเทศ
🔹IE2 – High Efficiency มอเตอร์ประสิทธิภาพสูงกว่ามาตรฐาน
- • ประหยัดไฟดีกว่า IE1
- • ใช้งานแพร่หลายในช่วงเปลี่ยนผ่าน
- • เหมาะกับงานทั่วไปที่ยังไม่ต้องการลงทุนสูงมาก
IE3 – Premium Efficiency (ตัวเลือกคุ้มค่าที่สุดในปัจจุบัน) มอเตอร์ประหยัดพลังงานระดับพรีเมียม
- • สูญเสียพลังงานต่ำมาก
- • แม้ราคาสูงกว่า IE1/IE2 แต่ คืนทุนเร็วจากค่าไฟที่ลดลง
- • เป็นมาตรฐานใหม่ของหลายโรงงานอุตสาหกรรม
- • เหมาะกับงานที่เดินเครื่องต่อเนื่อง เช่น ปั๊ม พัดลม คอมเพรสเซอร์ สายพาน
สำหรับโรงงานส่วนใหญ่ IE3 คือจุดสมดุลที่คุ้มทุนที่สุด
IE4 – Super Premium Efficiency มอเตอร์ประสิทธิภาพสูงกว่าระดับ IE3
- • ลด Energy Losses ลงได้อีกประมาณ 15% เมื่อเทียบกับ IE3
- • เหมาะกับโรงงานที่ต้องการลดต้นทุนพลังงานอย่างจริงจัง
- • ใช้งานหนัก เปิดตลอด 24 ชั่วโมง
IE5 – Ultra Premium Efficiency ระดับสูงสุดของมาตรฐาน IEC
- • ลดการสูญเสียพลังงานได้ต่ำกว่า IE4 อีกประมาณ 20%
- • ตอบโจทย์โรงงานยุคใหม่ที่เน้น ความยั่งยืน (Sustainability)
- • เหมาะกับโครงการระยะยาวและระบบอัตโนมัติขั้นสูง
คำนวณประสิทธิภาพมอเตอร์ (พื้นฐานที่ควรรู้)
สำหรับวิศวกร ช่างเทคนิค หรือผู้ที่ต้องการตรวจสอบข้อมูลด้วยตัวเอง
สามารถคำนวณประสิทธิภาพมอเตอร์ได้จากสูตรมาตรฐานดังนี้ประสิทธิภาพ (ƞ) คือ อัตราส่วนระหว่างกำลังไฟฟ้าที่มอเตอร์ทำได้จริง (Output) ต่อกำลังไฟฟ้าที่ป้อนเข้าไป
ประสิทธิภาพ (%) = (กำลังไฟฟ้าขาออก (Output Power) หาร (กำลังไฟฟ้าขาเข้า (Input Power) X 100
หรือ
ƞ=Output PowerInput Power x 100
ยิ่งค่า % สูง
แปลว่ามอเตอร์เปลี่ยนไฟฟ้าเป็นแรงกลได้ดี สูญเสียพลังงานไปกับความร้อนน้อย และประหยัดค่าไฟมากกว่าในระยะยาว
ตัวอย่างการคำนวณความคุ้มค่า : IE1 vs IE3
สมมติกรณีศึกษา
- • มอเตอร์ขนาด 37 kW
- • ทำงาน 4,000 ชั่วโมง/ปี
- • ค่าไฟ 4 บาท/kWh
กรณี IE1 (ประสิทธิภาพสมมุติ ~88%)
พลังงานที่ใช้ต่อปี ≈ 148,000 kWh
เปลี่ยนเป็น IE3
- • ประสิทธิภาพสูงขึ้นประมาณ 5%
- • ประหยัดพลังงาน ≈ 7,400 kWh/ปี
- • ประหยัดค่าไฟ ≈ 29,600 บาท/ปี
หากมอเตอร์ IE3 มีราคาสูงกว่า IE1 ประมาณ 30,000 บาท
คืนทุนภายใน ~1 ปี
หมายเหตุ : ตัวเลขจริงขึ้นอยู่กับโหลดการใช้งานและข้อมูลจากป้ายมอเตอร์
ควรคำนวณจากหน้างานจริงเพื่อความแม่นยำ
สรุป : เลือก IE ให้ถูก = ลดต้นทุนระยะยาวอย่างแท้จริง
การขยับจาก IE1 หรือ IE2 ไปสู่ IE3, IE4 หรือ IE5
ไม่ใช่แค่การประหยัดค่าไฟหลักร้อยหรือหลักพัน แต่คือการลดต้นทุน หลักแสนถึงหลักล้านบาทต่อปีสำหรับโรงงานหากคุณกำลังมองหา
- • มอเตอร์ประหยัดไฟ
- • การลดค่าไฟฟ้าในโรงงาน
- • หรืออยากรู้ว่าควรเลือก IE ระดับไหนให้เหมาะกับงานจริง
การลงทุนที่ “เลือกถูกจุด” คือกำไรที่เพิ่มขึ้นอย่างยั่งยืนในระยะยาวครับ





